13 พฤษภาคม 2569 “วันพืชมงคล”

13 พฤษภาคม 2569 “วันพืชมงคล”

13 พฤษภาคม 2569 “วันพืชมงคล” พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ​เป็นพระราชพิธีเก่ามาแต่โบราณ​ เพื่อเสริมสร้างขวัญและกำลังใจ​แก่เกษตรกรของชาติ เพื่อเป็นการระลึกถึงความสำคัญของเกษตรกรที่มีต่อเศรษฐกิจไทย ​ ประกอบด้วย​ 2 พระราชพิธี คือ​ พระราชพิธีพืชมงคล​ และ​พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

ประชาสัมพันธ์ Clubhouse คลับอาหารการกิน SDU เรื่อง “ทำไมงานบริการจึงเป็นหัวใจของธุรกิจอาหาร”

ประชาสัมพันธ์ Clubhouse คลับอาหารการกิน SDU เรื่อง “ทำไมงานบริการจึงเป็นหัวใจของธุรกิจอาหาร”

ประชาสัมพันธ์ Clubhouse คลับอาหารการกิน SDU   พูดคุยในหัวข้อเรื่อง “ทำไมงานบริการจึงเป็นหัวใจของธุรกิจอาหาร”  วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม 2569  เวลา 19.00 – 20.00 น.  สัปดาห์นี้ได้รับเกียรติจาก อาจารย์พรรณสอางค์ อภิโกมลกร อาจารย์ประจำสาขาวิชาธุรกิจการบิน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ศูนย์การศึกษา ลำปาง(index pointing right)มาร่วมฟังร่วมแชร์เรื่องราวไปด้วยกันพบกันที่คลับอาหารการกิน SDU ทุ่มตรงไทยแลนด์  https://www.clubhouse.com/i/ทาไมงานบรการจงเปนหวใจของธรกจอาหาร/BlRpEY9L

“หัวไช้เท้า”

“หัวไช้เท้า”

ประชาสัมพันธ์ข้อมูลความรู้ โรงเรียนการเรือน ประจำวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 หัวข้อ “หัวไช้เท้า” หัวไช้เท้า เป็นพืชผักที่มีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียตะวันออก เช่น ประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ก่อนแพร่หลายเข้าสู่ประเทศไทยและกลายเป็นวัตถุดิบสำคัญในอาหารพื้นบ้านหลายชนิด ลักษณะเด่นของหัวไช้เท้า คือ มีหัวสีขาว รูปทรงยาวหรือกลม เนื้อแน่น รสหวานอ่อน และมีกลิ่นเฉพาะตัว สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลาย ทั้งรับประทานสด ต้ม ผัด ดอง หรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น ไชโป๊และผักกาดเค็ม นอกจากนี้หัวไช้เท้ายังเป็นพืชที่ปลูกง่าย เจริญเติบโตเร็ว และมีราคาย่อมเยา จึงได้รับความนิยมทั้งในครัวเรือนและเชิงการค้า อีกทั้งยังมีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น วิตามินซีและใยอาหาร ซึ่งช่วยส่งเสริมสุขภาพและระบบย่อยอาหาร จึงถือเป็นวัตถุดิบท้องถิ่นที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิต เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมอาหารของคนไทยและชาวเอเชียอย่างมาก

“มะปรางริ้ว” วิจิตรศิลป์แห่งผลไม้ และเครื่องหมายแห่งความประณีต

“มะปรางริ้ว” วิจิตรศิลป์แห่งผลไม้ และเครื่องหมายแห่งความประณีต

ประชาสัมพันธ์ข้อมูลจากหลักสูตร ฯ สังกัดโรงเรียนการเรือน จัดทำโดยหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ วิทยาเขตสุพรรณบุรี หัวข้อ “มะปรางริ้ว” วิจิตรศิลป์แห่งผลไม้ และเครื่องหมายแห่งความประณีต ในอดีตการปอกมะปรางให้เป็นริ้วสวยงามถือเป็นหนึ่งในเครื่องชี้วัดความเป็นกุลสตรีที่สมบูรณ์แบบ ควบคู่ไปกับทักษะการเรือนอื่นๆ เช่น การละเลงขนมเบื้อง การปั้นขนมจีบ และการจีบหมากจีบพลู ถือเป็นงานที่ใช้สำหรับอวดฝีมือทางหัตถกิจโกศล ซึ่งต้องอาศัยความประณีตสูง เทคนิคและขั้นตอนการปอก ต้องใช้มีดที่ลับมาจนคมเริ่มจากการตัดจุกที่ขั้วออก ใช้มือซ้ายจับผลมะปราง และมือขวามจับมีด ลงมีดตั้งแต่รอยตัดที่ขั้ว กรีดตะแคงมีดลงมาจนถึงก้นผลบริเวณที่เป็นเมล็ดสีดำเพื่อเพื่อสร้างริ้วแรก ชุบน้ำแล้วนำมีดมากรีดริมริ้วเดิม หมุนผลมะปรางเข้าหาตัว ให้มีดกินเนื้อที่ละน้อย โดยต้องบังคับริ้วให้มีขนาดใหญ่ตรงกลางผลและเรียวเล็กลงที่บริเวณปลายเพื่อวนบรรจบเข้าหากัน

ขั้นตอนการทำงานวิจัย RESEARCH PROCESS STEPS

ขั้นตอนการทำงานวิจัย RESEARCH PROCESS STEPS

ประชาสัมพันธ์ข้อมูลความรู้จากหลักสูตร ฯ สังกัดโรงเรียนการเรือน ประจำวันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2569 จัดทำโดย หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการประกอบอาหารและการบริการ *หัวข้อ* ขั้นตอนการทำงานวิจัย RESEARCH PROCESS STEPS*ขั้นตอนที่ 2 ทบทวนวรรณกรรม (LITERATURE REVIEW)* *การทบทวนวรรณกรรม* คือ การศึกษาความรู้ งานวิจัย และทฤษฏีที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อวิจัยอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เข้าใจว่าปัจจุบันมีความรู้อะไรอยู่แล้ว และยังมีประเด็นใดที่ควรศึกษาเพิ่มเติม *การทบทวนวรรณกรรมช่วยให้เราทราบอะไรบ้าง?*-ปัจจุบันมีความรู้อะไรอยู่แล้ว..รวบรวมแนวคิด ทฤษฎี และผลการวิจัยที่เกี่ยวข้อง-มีใครเคยศึกษาประเด็นนี้อย่างไรบ้าง..ดูวิธีการศึกษา ประชากร เครื่องมือ และแนวทางวิจัย-ผลการวิจัยที่ผ่านมาเป็นอย่างไร..สรุปข้อค้นพบ จุดแข็ง และข้อจำกัดของงานวิจัยเดิม-ยังมีช่องว่างของงานวิจัยตรงไหน..ระบุประเด็นที่ยังไม่ชัดเจน หรือยังไม่ถูกศึกษา-งานวิจัยใหม่จะช่วยขยายองค์ความรู้เดิมอย่างไร ต่อยอด ปรับปรุง หรือพัฒนาองค์ความรู้ให้ก้าวหน้า *ประโยชน์ของการทบทวนวรรณกรรม*-เข้าใจสถานการณ์และแนวโน้มขององค์ความรู้ในหัวข้อวิจัย-ลดการทำวิจัยซ้ำซ้อน-ช่วยกำหนดกรอบแนวคิด และสมมติฐานได้ชัดเจนขึ้น-เพิ่มคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และความเป็นไปได้ของงานวิจัย *ช่องว่างของงานวิจัย (Research Gap) คืออะไร?*คือ ประเด็นที่ยังไม่มีผู้ศึกษาอย่างเพียงพอ หรือยังไม่พบคำตอบที่ชัดเจน เช่น-ศึกษาในกลุ่มตัวอย่างน้อย-ศึกษาเฉพาะบางพื้นที่หรือบางบริบท-ใช้วิธีการเดิม ๆ ที่อาจยังไม่เหมาะสม-ผลการวิจัยยังขัดแย้งกัน-ยังไม่ครอบคลุมตัวแปรสำคัญ การระบุช่องว่างช่วยให้เราสามารถออกแบบงานวิจัยที่มีคุณค่าและตอบโจทย์มากยิ่งขึ้น *การขยายงานวิจัย (Research Extension)*คือ…

“11 เมนูกาแฟ แต่ละแบบใส่อะไรบ้าง?”

“11 เมนูกาแฟ แต่ละแบบใส่อะไรบ้าง?”

ประชาสัมพันธ์ข้อมูลความรู้จากหลักสูตร ฯ สังกัดโรงเรียนการเรือน ประจำวันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2569 จัดทำโดยหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการประกอบอาหารและการบริการ ศูนย์การศึกษา ตรัง หัวข้อ “11 เมนูกาแฟ แต่ละแบบใส่อะไรบ้าง?” เอาใจสายกาแฟและสายคาเฟ่ บอกเลยว่าไม่รู้ไม่ได้ กับ 11 เมนูกาแฟสุดฮิต รวบรวมมาให้ จะได้เข้าใจง่ายๆ ว่ากาแฟแต่ละแบบนั้น เค้าใส่อะไรกันบ้าง   เผื่อลองไปชงดื่มเอง  Latte (ลาเต้)⅔ Espresso Shot + ⅓ นมร้อน + โฟมนม  Americano (อเมริกาโน)⅓ Espresso Shot + ⅔ น้ำร้อน  Espresso (เอสเพรสโซ)1 Espresso Shot  Cafe Breve (คาเฟ เบรเว)⅓ Espresso Shot + ⅔ half-and-half +…

ประวัติความเป็นมาของเบเกอรี 

ประวัติความเป็นมาของเบเกอรี 

ประชาสัมพันธ์ข้อมูลความรู้จากหลักสูตร ฯ สังกัดโรงเรียนการเรือน ประจำวันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2569 จัดทำโดย หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการประกอบอาหารและการบริการ ศูนย์การศึกษา ลำปาง หัวข้อ  ประวัติความเป็นมาของเบเกอรี  ขนมปังนั้นถือว่าเป็นอาหารหลักชนิดหนึ่งของมนุษย์มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยมีหลักฐานว่าชาวสวิสเซอร์แลนด์ที่อาศัยบริเวณริมทะเลสาบเป็นผู้ริเริ่มนำเมล็ดข้าวสาลีมาบดแล้วผสมกับน้ำจากนั้นทำให้สุกบนแผ่นหินที่ร้อนจากการเผาไฟ ข้างในมีลักษณะเหนียวเหนอะหนะ เลยถือได้ว่านี่ คือ ขนมปังชนิดแรกของโลก สมัยอียิปต์..สมัยอียิปต์นั้นมีการพัฒนาจากขนมปังก้อนแน่น ๆ มาเป็นก้อนโปร่งฟู เนื่องจากความลืม จึงทำให้วางก้อนแป้งโดว์ทิ้งไว้ แป้งโดว์จึงเกิดกระบวนการหมักเกิดขึ้น จึงต้องใส่แป้งลงไปผสมเพิ่ม และวิธีนี้ คือวิธีที่ได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบันนี้ นอกจากนี้ชาวอิยิปต์ยังค้นพบเตาอบชนิดแรกของโลกอีกด้วย โดยการนำดินเหนียวมาทำภาชนะรูปทรงกระบอกแล้วเผาไฟ โดยเตาอบแบ่งเป็นชั้นล่างสำหรับก่อไฟ ชั้นบนใช้สำหรับอบขนม สมัยกรีก..สมัยกรีกมีการพัฒนาการทำขนมปังโดยปั้นเป็นก้อนกลมรี หนักก้อนละ 1 ปอนด์ หรือประมาณ 450กรัม และยังพัฒนาเตาอบเป็นลักษณะคล้ายรวงผึ้ง หรือทรงโดมนั่นเอง สมัยโรมัน..สมัยโรมันได้มีการสร้างเครื่องผสมแป้งง(Mixer) ขึ้นมา โดยใช้อ่างหินกับไม้พาย อาศัยกำลังของสัตว์อย่างลา และม้าในการช่วยหมุนไม้พาย และมีการเพิ่มเติมส่วนผสมอื่น ๆ ลงไป เช่น น้ำมัน น้ำผึ้ง เรียกได้ว่า เพสทรี (Pastry)…

“แกงขี้เหล็กหมูย่าง”

“แกงขี้เหล็กหมูย่าง”

ประชาสัมพันธ์ข้อมูลความรู้จากหลักสูตร ฯ สังกัดโรงเรียนการเรือน ประจำวันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2569 จัดทำโดยหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการประกอบอาหารและการบริการ วิทยาเขตสุพรรณบุรี หัวข้อ “แกงขี้เหล็กหมูย่าง” แกงขี้เหล็กหมูย่าง เป็นแกงกะทิยอดนิยมในครัวไทยสมัยก่อน ตามภูมิปัญญาไทยทราบว่า ขี้เหล็กมีสรรพคุณทางยามากมาย ทั้งเป็นยาระบายอ่อนๆ มีสารช่วยผ่อนคลายช่วยคลายความเครียด ทำให้หลับสบาย ส่วนของดอกขี้เหล็กแก้หืด รักษารังแค นอกจากนี้ ขี้เหล็กยังมีสารเบต้าแคโรทีน และมีวิตามินซีสูงอีกด้วย ขี้เหล็กมีรสขม แต่รสขมของขี้เหล็กก็เป็นเสน่ห์หรือเอกลักษณ์ และยังมีสรรรพคุณต่างๆ ที่ดีต่อสุขภาพ แกงขี้เหล็ก เป็นอาหารไทยชนิดหนึ่งประเภทแกงกะทิที่แพร่หลายในทุกภาคของประเทศไทย มีส่วนผสมที่สำคัญ คือ ใบขี้เหล็ก หรือดอก หรือทั้งใบและดอก เนื้อสัตว์ที่ใส่ในแกง อาจเป็นปลาย่างหรือเนื้อหมูย่างแกงขี้เหล็กภาคกลาง เป็นแกงกะทิรสเข้มข้น รสชาติมัน เค็ม เผ็ด หอมกลมกล่อม เอกลักษณ์ คือ การใส่ใบ/ดอกขี้เหล็กต้มสุก น้ำพริกแกงคั่วผสมกระชาย และใส่หมูสามชั้นหรือหมูย่างเป็นหลัก มักมีปลาแห้งหรือปลาเค็มโขลกผสมลงไปเพื่อให้แกงหอมข้นยิ่งขึ้น เป็นเมนูที่นิยมทำรับประทาน โดยเฉพาะช่วงหน้าฝน

เมนูพื้นบ้าน แกงแคเต้าหู้ย่าง

เมนูพื้นบ้าน แกงแคเต้าหู้ย่าง

ประชาสัมพันธ์ข้อมูลความรู้จากหลักสูตร ฯ สังกัดโรงเรียนการเรือน ประจำวันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2569 จัดทำโดย หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการประกอบอาหารและการบริการ *หัวข้อ* เมนูพื้นบ้าน แกงแคเต้าหู้ย่าง “แกงน้ำใส หอมกลิ่นเครื่องแกง รสเค็มนำ หวานจากผัก”*ส่วนผสม*เต้าหู้ขาวแข็ง 1 แผ่น/200 กรัมผักเผ็ด (ผักคราด) 50 กรัมใบชะอม 30 กรัมใบชะพลู (ผักแค) 150 กรัมใบตำลึง 30 กรัมผักชีฝรั่ง เด็ดท่อน 50 กรัมผักชีไร่ (หอมแย้) 30 กรัมมะเขือพวง 100 กรัมมะเขือขื่น (มะเขือแจ้) 70 กรัมถั่วฝักยาว เด็ดท่อน 100 กรัมหน่อไม้ไร่หั่นเป็นชิ้น 15-30 กรัมพริกจินดา หั่นเฉียง 5 เม็ดน้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะน้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะน้ำ 3 ถ้วยตวงถั่วเน่าแผ่นปิ้งไฟ…

“The Terroir of Raw Material”

“The Terroir of Raw Material”

ประชาสัมพันธ์ข้อมูลความรู้จากหลักสูตร ฯ สังกัดโรงเรียนการเรือน ประจำวันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2569 จัดทำโดยหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการธุรกิจบริการอาหารและศิลปะการประกอบอาหาร หัวข้อ “The Terroir of Raw Material” วัตถุดิบและจุดเริ่มต้น การเข้าใจต้นกำเนิดก่อนจะลงมือปรุงในโลกที่ระบบอาหารซับซ้อนจนเราแทบไม่รู้ว่าอาหารจานนี้มาจากไหน 1. Terroir (แหล่งที่มา) 2. Season (ฤดูกาล) 3. Cultural (วัฒนธรรม) การรับรู้ตลอดห่วงโซ่วัตถุดิบ -Farm & Terroir Visits -Label Literacy -Sensory Analysis -Cultural Study -Storytelling (อ้างอิงข้อมูลจาก: อลหม่านการกิน, ฐิตินันท์ ศรีสกิต)