ขั้นตอนการทำงานวิจัย RESEARCH PROCESS STEPS : ขั้นตอนที่ 3 สมมติฐานการวิจัย
ประชาสัมพันธ์ข้อมูลความรู้จากหลักสูตร ฯ สังกัดโรงเรียนการเรือน ประจำวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2569 จัดทำโดย หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการประกอบอาหารและการบริการ
หัวข้อ ขั้นตอนการทำงานวิจัย RESEARCH PROCESS STEPS : ขั้นตอนที่ 3 สมมติฐานการวิจัย* *(Research Hypothesis) คืออะไร ?
การคาดเดาคำตอบของปัญหาวิจัยอย่างมีเหตุผล บนพื้นฐานแนวคิดและทฤษฎี เพื่อนำไปสู่การค้นหาคำตอบหรือแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและเป็นวิทยาศาสตร์
ประเภทของสมมติฐาน
1.สมมติฐานการวิจัย (Research Hypothesis)
การคาดเดาคำตอบของหัวข้อวิจัย โดยอธิบายความสัมพันธ์
ของตัวแปรที่ศึกษา แบ่งออกเป็น 2 ประเภท
-สมมติฐานแบบมีทิศทาง (Directional hypothesis)
คาดเดาทิศทางความสัมพันธ์ เช่น มากกว่า หรือน้อยกว่า
-สมมติฐานแบบไม่มีทิศทาง (Non-directional hypothesis)
คาดคะเนความสัมพันธ์โดยไม่ระบุทิศทาง เช่น แตกต่างกัน หรือสัมพันธ์กัน
2.สมมติฐานทางสถิติ (Statistical Hypothesis)
การคาดคะเนคำตอบในรูปของความสัมพันธ์หรือความแตกต่างของตัวแปรในรูปของโครงสร้างทางคณิตศาสตร์
-สมมติฐานที่เป็นกลาง (Null hypothesis : H₀)
แสดงถึงความไม่แตกต่างกัน เช่น 1 = 2
-สมมติฐานทางเลือก (Alternative hypothesis : H₁)
แสดงถึงความแตกต่างกัน เช่น 1 < 2
วิธีการตั้งสมมติฐานการวิจัย
1.พิจารณาจากวัตถุประสงค์ของการวิจัย
กำหนดจุดมุ่งหมาย แล้วเลือกประเภทสมมติฐานหากมีข้อมูลมากพอให้ตั้งแบบมีทิศทางหากไม่มีข้อมูลให้ตั้งแบบไม่มีทิศทาง
2.ตั้งสมมติฐานทางสถิติ
ต้องตั้งทั้งสมมติฐานที่เป็นกลาง (H₀) และสมมติฐานทางเลือก (H₁) ควบคู่กัน
3.จำนวนสมมติฐาน
อาจมีเพียงข้อเดียวหรือหลายข้อ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการวิจัย
4.กำหนดตัวแปร
ตัวแปรที่ปรากฏในสมมติฐานหนึ่งสามารถนำไปใช้ในสมมติฐานข้ออื่นได้
แหล่งที่มาของสมมติฐานการวิจัย
1.เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน
2.ผู้เชี่ยวชาญ
การพูดคุย อภิปราย กับผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ
3.การสังเกตและวิเคราะห์
สังเกตพฤติกรรม วิเคราะห์ข้อมูล และแนวโน้มที่เกิดขึ้น
4.ความเชื่อและประสบการณ์
ประสบการณ์ของผู้วิจัยและหลักความจริงที่เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป
5.ผลการวิจัยที่ผ่านมาแล้ว
นำข้อค้นพบเดิมมาใช้เป็นแนวทางให้สามารถตั้งสมมติฐานการวิจัย
หลักการตั้งสมมติฐานการวิจัยที่ดี
-สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของการวิจัย
-อธิบายครอบคลุมทุกด้านที่ต้องการศึกษา
-ระบุความสัมพันธ์ของตัวแปรชัดเจน
-ใช้ภาษาง่าย รัดกุม และทั้งเหตุผลและวิธีการตรวจสอบได้
-สอดคล้องกับทฤษฎีและความเป็นจริง
-ตรวจสอบได้ด้วยข้อมูลหรือหลักฐาน
-นำไปใช้อธิบายสถานการณ์ที่คล้ายกันได้
การตั้งสมมติฐานการวิจัยมีความจำเป็นอย่างไร
-ทำให้เห็นปัญหาและประเด็นการวิจัยชัดเจนขึ้น
-ช่วยกำหนดและรวบรวมข้อมูลที่จำเป็น
-ช่วยประหยัดเวลา ในการค้นหาสาเหตุของปํญหา
-เป็นขอบเขตในการตีความข้อค้นพบอย่างมีความหมาย
-ช่วยกำหนดรูปแบบการวิจัยให้เหมาะสม
-ช่วยให้ผู้วิจัยมีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการสํารวจและอธิบายสิ่งที่แฝงอยู่เบื้องหลัง
-ทำให้แน่ใจว่าจะเก็บรวบรวมข้อมูลได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
ประโยชน์ของการตั้งสมมติฐานการวิจัย
1.ทำให้มองเห็นปัญหาการวิจัยได้อย่างชัดเจน
2.ช่วยวางแผนรูปแบบการวิจัยและวิธีแก้ปัญหา
3.จำกัดขอบเขตการวิจัย ทำให้มีแนวทางที่ชัดเจน
4.ช่วยในการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล
5.ชี้แนวทางการแปลผลและสรุปผลการวิจัยได้อย่างถูกต้อง
ตัวอย่างสมมติฐานการวิจัย
ตัวอย่างที่ 1 หัวข้อวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคและส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อเห็ด ในเขตอำเภอหล่มสัก และอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์
สมมติฐานการวิจัยผู้บริโภคที่มีลักษณประชากรศาสตร์แตกต่างกันมีผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคแตกต่างกัน ส่วนประสมทางการตลาดสามารถทำนายการตัดสินใจซื้อเห็ดได้
ตัวอย่างที่ 2 หัวข้อวิจัยการวิเคราะห์พฤติกรรมการบริโภคอาหารไทยและปัจจัยที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้บริโภคต่อร้านอาหารไทยในเขตกรุงเทพมหานคร
สมมติฐานการวิจัย
ผู้บริโภคกลุ่ม Gen-X และ Gen-Y มีความคิดเห็นแตกต่างกัน พฤติกรรมการบริโภค คุณภาพอาหาร คุณภาพบริการ บรรยากาศร้าน และราคา มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจ
ตัวอย่างที่ 3 หัวข้อวิจัยประเภทของร้านอาหาร คุณภาพอาหาร คุณภาพบริการ และสื่อสังคมออนไลน์ที่ส่งผลต่อการเลือกใช้บริการร้านอาหารสำหรับมื้อค่ำของประชากรในกรุงเทพมหานคร
สมมติฐานการวิจัย
– ประเภทของร้านอาหารที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อการเลือกใช้บริการแตกต่างกัน
– คุณภาพอาหารส่งผลต่อการเลือกใช้บริการ
– คุณภาพการบริการส่งผลต่อการเลือกใช้บริการ
– สื่อสังคมออนไลน์ส่งผลต่อการเลือกใช้บริการ

