ดอกนางแลว (Torch ginger)
ประชาสัมพันธ์ข้อมูลความรู้โรงเรียนการเรือน ประจำวันที่ 7 กันยายน 2569
*หัวข้อ* ดอกนางแลว (Torch ginger)
ชื่อสามัญ : Torch ginger
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aspidistra sutepensis K.Larsen
ชื่อพื้นเมืองภาคเหนือ : เอื้องแลว, ลิงลาว
*ลักษณะทางพฤกษศาสตร์*
– ลำต้น เป็นลำต้นใต้ดิน ลักษณะเป็นเหง้า หรือเหง้า ทอดไปในดิน ลำต้นอ่อนเห็นข้อปล้องชัดสีขาว ลำต้นแก่มีข้อปล้องสั้น สีน้ำตาลอ่อน ขนาดของลำต้น ลำต้นแตกเป็นกอ
– ราก เป็นระบบรากฝอย มีขนาดใหญ่ รากแตกแขนงออกจากลำต้นใต้ดิน
– ใบ เป็นใบเดี่ยวรูปหอก ปลายใบแหลม ฐานใบแหลม ขอบใบเรียบ ก้านใบยาว ยาวประมาณ 18–40 ซม. ใบกว้าง 4.5–6.7 ซม. ใบยาว 23.5–28.5 ซม. ใบสีเขียว ด้านหน้าใบสีเขียวมัน หลังใบสากเล็กน้อย มีเส้นใบขนานตามความยาวของใบ
– ดอก ออกดอกเป็นดอกช่อ มีลักษณะคล้ายช่อกล้วยไม้ขนาดเล็ก และงอกออกมาจากโคนต้น กอหนึ่งจะออกหลายช่อ ก้านดอกสีขาว ดอกย่อยสีขาว หรือสีขาวปนม่วง มีกลีบดอก 6 กลีบ มีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียภายในดอกเดียวกัน จะแทงช่อดอกจำนวนมากในเดือน สิงหาคม–ตุลาคม
นางแลว เป็นไม้ป่าชอบที่ร่ม แสงแดดน้อย ความชื้นสูง ดินร่วนซุย ระยะปลูก 80 × 100 ซม. นิยมนำมาปลูกบริเวณสวนครัวใกล้บ้านเป็นไม้ประดับและเป็นอาหารไปพร้อมกัน
*สรรพคุณ* มีคุณประโยชน์ในทางยา โดยนำรากของต้นลิงลาวมาต้มกับน้ำ แล้วนำน้ำที่ได้มาดื่ม จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บหลัง เจ็บเอวได้เป็นอย่างดี มีรายงานว่า หมอพื้นบ้านทางภาคเหนือใช้รากของต้นลิงลาวต้มน้ำรับประทานแก้เจ็บหลังเจ็บเอวเช่นกัน
*ลักษณะการนำไปบริโภค*
– นิยมนำดอกนางแลวไปลวกหรือต้มเป็นผักจิ้มน้ำพริก หรือนำไปปรุงร่วมกับผักหลายชนิด
– ดอกนำมารับประทาน มีรสหวาน โดยนำมาลวกจิ้มน้ำพริก ใส่ในแกงผสมกับผักชนิดอื่น ชุบแป้งทอด หรือรับประทานสด
*อ้างอิง*
เว็บไซต์ haec02.doae.go.th
เว็บไซต์ natres.psu.ac.th
สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง
โครงการศึกษาศักยภาพต้นลิงลาวในการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศป่าต้นน้ำใน อ.พบพระ จ.ตาก
*แหล่งที่มา*
https://panutdakongsamai.wordpress.com/2017/02/03/นางแลว

